“นักเรียนอายุมากที่สุดคือ 83 ปี วันนี้ปัญหาที่พัทลุงลดลงมาก หากเทียบกับจังหวัดอื่นๆ เด็กถูกไล่ออกน้อยลง ความเป็นอยู่ดีขึ้น ผอ.โรงเรียนก็เริ่มมีจิตสำนึก เชื่อว่าทุกโรงเรียนมีคุณธรรม ศีลธรรม แต่ในเมื่อไม่มีคนนำร่องทำ เขาต้องคิดเห็นแก่ตัวก่อน คือคิดว่าเมื่อมีเด็กกลุ่มนี้อยู่ก็จะทำให้โรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยต่ำ ทำให้ครูไม่มีคุณภาพ ซึ่งมันเป็นกฎเกณฑ์ของรัฐ ที่สอนครูให้เห็นแก่ตัว”

             ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนในระบบการศึกษา หรือนักเรียนนอกระบบการศึกษา ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะยากดีมีจน เกเร หรือเรียบร้อย แต่ถ้าระบบการศึกษาของพวกเขามีปัญหา ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องจริงจังในการแก้ไข เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ และสิ่งที่จะสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคมได้การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ

อย่างที่จังหวัดพัทลุง หลังจากเทศบาลเมืองพัทลุงถ่ายโอนโรงเรียนตามระเบียบการจัดการศึกษาตามพ.ร.บ.การศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ในปี 2549 ระบุให้โรงเรียนและครูในสังกัดศธ. สามารถโอนมาอยู่ในการปกครองท้องถิ่น ทำให้ครูจำนวนหนึ่งขอย้ายโอนเข้าอยู่ในโรงเรียนสังกัด ศธ. ส่งผลให้เด็กนักเรียน 61 คน ที่เรียนอยู่ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไม่มีที่เรียน และไร้ครูสอน

                  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการตั้ง “โรงเรียนปลายข้าว” เพื่อให้เด็กนอกระบบมีโอกาสเรียนหนังสือ โดยโรงเรียนเทศบาลวัดนางลาด จ.พัทลุง ถือเป็น “ต้นแบบ” ของโรงเรียนนอกระบบ ที่สอนให้เด็กเรียนรู้จากชีวิตจริงโดยในระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา มีนักเรียนนอกระบบในโรงเรียนปลายข้าว ที่มีโอกาสกลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง เพิ่มจากเดิม 61 คน เป็น 1,028 คน

                   นายโกสินทร์ ไพศาลศิลป์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพัทลุง บอกถึงที่มาที่ไปของโรงเรียนปลายข้าวว่า โรงเรียนปลายข้าว เปรียบเหมือนข้าวที่หัก จึงเรียกปลายข้าว ถือเป็นส่วนที่มีประโยชน์ ที่นี่สอนให้เด็กเป็นคนดี หาครูที่มีจิตใจดีมาสอน เริ่มต้นจากภาษาไทย เพราะถ้าเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ วิชาอื่นก็ไม่ดีไปด้วย

“การที่จะเข้าใจเด็กนอกระบบได้ต้องถอดรหัสเป็น เพราะเด็กแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน จะใช้ระบบทั่วๆ ไปไม่ได้ และการแก้ปัญหาต้องทำด้วยการรักเด็ก หากแก้ด้วยการลงโทษ แก้ให้ตาย ก็แก้ไม่ได้ สอนเด็กกลุ่มนี้ก็ต้องใช้ครูที่มีจิตอาสา ครูที่เขาถือตัวจ้างเขาชั่วโมงละพันเขาก็ไม่สอน”

นายกเมืองพัทลุง บอกอีกว่า ปัจจุบันโรงเรียนปลายข้าวที่อยู่ในความดูแลของเทศบาลพัทลุงมีจำนวน 5 โรงเรียน คือโรงเรียนเทศ บาลคูหาสวรรค์ โรงเรียนเทศบาลวัดพิมุขภูษา โรงเรียนเทศบาลวัดนิโครธาราม โรงเรียนเทศบาลจุ่งฮั้ว และโรงเรียนเทศบาลวัดนางลาด

“นักเรียนอายุมากที่สุดคือ 83 ปี วันนี้ปัญหาที่พัทลุงลดลงมาก หากเทียบกับจังหวัดอื่นๆ เด็กถูกไล่ออกน้อยลง ความเป็นอยู่ดีขึ้น ผอ.โรงเรียนก็เริ่มมีจิตสำนึก เชื่อว่าทุกโรงเรียนมีคุณธรรม ศีลธรรม แต่ในเมื่อไม่มีคนนำร่องทำ เขาต้องคิดเห็นแก่ตัวก่อน คือคิดว่าเมื่อมีเด็กกลุ่มนี้อยู่ก็จะทำให้โรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยต่ำ ทำให้ครูไม่มีคุณภาพ ซึ่งมันเป็นกฎเกณฑ์ของรัฐ ที่สอนครูให้เห็นแก่ตัว” นายโกสินทร์กล่าว

                น.พ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) บอกว่า การดูแลการศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น แต่เรายังไม่ค่อยคุ้นเคย จึงนึกว่าการเรียนการสอนเป็นหน้าที่ของกระทรวง แต่ในโลกยุคใหม่ท้องถิ่นคือหลักของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งรวมถึงการศึกษาด้วย ภาพรวมเด็กที่อยู่นอกระบบมีจำนวนเกือบ 2 ล้านคน ทั่วประเทศ ซึ่งเด็กจำนวนนี้ยังไม่มีใครเหลียวแล

“พัทลุงอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้จังหวัดอื่นๆ อยากให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ส่งโครงการ เพื่อขอทุนสนับสนุนจากสสค. มาดูแลเด็กนอกระบบ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 ต.ค. และจะประกาศผลการพิจารณาในวันที่ 15 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะเริ่มโครงการในเดือนม.ค.54″ น.พ.สุภกร บอก

การเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ได้สอนเฉพาะในห้องเรียน ไม่ได้นำหนังสือเรียนมากางสอน แต่จะให้เด็กเรียนรู้จาก “ห้องเรียนธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็น ใต้ร่มไม้ ทุ่งนา ชุมชน ภายในวัด บทเรียนก็จะได้จากธรรมชาติใกล้ตัว โดยใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ศิลปะ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ เช่น วันไหนที่วัดมีงานก็จะนำสถานการณ์นั้นมาสอนเด็ก

                ซึ่งครูผู้สอนจะต้องเข้าใจความนึกคิดของเด็ก และจะต้องเป็นคนที่มีจิตอาสา พร้อมที่จะเสียสละ เพราะตารางเรียนเด็กจะเป็นคนกำหนดขึ้นเองตามความสะดวก ทำให้ครูต้องมีความพร้อมตลอดเวลา

“ครูเข็ม”นางสุภาณี ยังสังข์ รองผอ.ฝ่ายวิชาการโรงเรียนเทศบาลวัดนางลาด บอกว่า นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนปลายข้าวมีความแตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือมีพื้นฐานการอ่านออกเขียนได้ และทักษะการคำนวณต่ำกว่าระดับชั้นที่เขาเรียนอยู่ นักเรียนเหล่านี้บางคนเคยไปสมัครเรียนกศน.แล้ว แต่ไม่ได้เรียนตรงตามวิชาที่จะเรียน แต่จะหาวิธีการให้เขาเกิดการเรียนรู้ ก่อนที่จะลงเรียนจริง จึงพานักเรียนแต่ละคนออกไปนั่งพูดคุย ทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อที่จะรู้ว่าเขามีความต้องการ และสนใจอะไรเป็นพิเศษ

นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ มีที่มาต่างกัน บางคนเคยเกเร มีปัญหาครอบครัว เรียนหนังสือไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เมื่อได้รับการส่งเสริมอยากถูกต้อง พวกเขาก็กลับมาเป็นเด็กดีเฉกเช่นเด็กทั่วไป

อย่าง นายเจษฎา บัวจันทร์ หรือ “ปราบ” วัย 15 ปี นักเรียนชั้นม.3 บอกว่า ตนเป็นนักเรียนปลายข้าวรุ่นที่ 1 เดิมเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่โรงเรียนวัดนางลาด แต่อ่านหนังสือไม่ออก และเรียนไม่รู้เรื่อง เมื่ออ่านไม่ออก ครูก็เลยไม่ให้เรียน พอไปสมัครเรียนที่อื่นเขาก็ไม่รับ จึงไปวิ่งเล่นในวัดนางลาด เจ้าอาวาสเห็นจึงไปเรียกครูมารับ ต่อมาครูเข็มมาสอนให้อ่านหนังสือ อ่านป้ายโฆษณาต่างๆ จนมีโอกาสได้อ่านนิทานธรรมะพระไตรปิฎก และเข้าประกวดจนชนะเลิศรางวัลที่ 1 การเล่านิทานธรรมะพระไตรปิฎก 3 ปีซ้อน

“ผมรู้สึกดีใจที่มาถึงวันนี้ได้ เพราะต้องต่อสู้กับอุปสรรค ผมชอบเรียนภาษาอังกฤษ และชอบการจัดดอกไม้ เพราะทำให้มีสมาธิ ตั้งใจว่าอยากเรียนหนังสือชั้นสูงๆ เหมือนเพื่อน” ปราบ บอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

นายเอกพล เชียตุด หรือ “ถัน” วัย 16 ปี นักเรียนชั้นม.3 จากเด็กที่มีผลการเรียนติดศูนย์ถึง 8 วิชา ตอนนี้เขากลายมาเป็นกำลังหลักของครอบครัว บอกว่า ตอนเรียนหนังสือในระบบ นักเรียนในห้องมีทั้งหมด 50 คน ใครเรียนไม่ดีครูก็ปล่อยไป เขาอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่เก่ง หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 ศึกษาต่อระดับมัธยมแต่ต้องออกกลางคัน เพราะเรียนไม่เก่ง แต่พอรู้ว่ามีโรงเรียนปลายข้าวก็สมัครเรียน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้จึงทำงานไปเรียนไป

“ที่สำคัญการเรียนการสอนของโรงเรียนปลายข้าว ไม่ได้เลือกสนใจแต่เด็กเก่ง สะท้อนให้เห็นว่าจะมีอีกกี่สังคมที่เปิดโอกาสให้เด็กนอกระบบได้เรียน และพร้อมที่จะเข้าใจภาระที่เราต้องช่วยพ่อแม่รับผิดชอบ ตอนนี้สังคมจากที่เคยมองพวกเราเป็นเด็กเกเรไม่เรียนหนังสือ มองว่าเราเป็นเด็กไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อโรงเรียนปลายข้าวมอบโอกาสให้ได้เรียน สังคมก็ยอมรับเรามากขึ้น เดิมที่เคยเที่ยวเตร่ก็ช่วยพ่อแม่หารายได้ และไม่สร้างปัญหาเอาเปรียบคนอื่นๆ ในสังคม” ถันเล่า

นับเป็นโรงเรียนที่มอบโอกาสให้เด็ก เพื่อให้สังคมยอมรับพวกเขามากขึ้น

 

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ต่อไปนี้
- สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน
- สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
- หนังสือพิมพ์ข่าวสด
- หนังสือพิมพ์เดลินิวส
- ผู้จัดการ ออนไลน์
- เนชั่น แชลแนล
- หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กลับสู่หน้าแรก